shopup.com

ดูบทความรีวิวเสาอากาศ "ดิจิทัลทีวี" จาก Provision ต่อจริง ใช้จริง ชัดจริง

รีวิวเสาอากาศ "ดิจิทัลทีวี" จาก Provision ต่อจริง ใช้จริง ชัดจริง

 

Active TV Antenna

ProVision Digital TV Antenna

เมื่อประเทศไทยก้าวสู่ยุค "Digital TV" ด้วยศักยภาพของระบบฯ ที่สูงขึ้นกว่าการออกอากาศรูปแบบอะนาล็อกเดิม เชื่อว่าเมื่อทุกอย่างลงตัว ประชาชนชาวไทยคงจะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า และเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital TV ครั้งนี้ เป็นไปอย่างราบรื่น วันนี้ทีมงาน LCDTVTHAILAND มีรีวิวอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อการรับชมดิจิทัลทีวี ไม่แพ้เครื่องรับอย่างทีวี หรือSet top box เลยทีเดียว อุปกรณ์ที่ว่า คือ "เสาอากาศ" นั่นเอง...

ก่อนอื่นขอเท้าความเป็นมาของ Digital TV สักเล็กน้อย... ทั้งนี้คำว่า Digital TV ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ คือ การออกอากาศรายการโทรทัศน์โดยอาศัยเสาส่งภาคพื้นดิน (Digital Terrestrial Television) ซึ่งรูปแบบนี้ เดิมทีเราๆ ท่านๆ คุ้นเคยกันดี เพราะเป็นวิธีเดียวกับการรับชม อะนาล็อก "ฟรีทีวี" (ช่อง 3, 5, 7, 9, NBT, TPBS) นั่นเอง

 

 

คำว่า "ฟรีทีวี" ที่กล่าวถึงนี้ ก็ตรงตัวว่า เป็นบริการสาธารณะที่ประชาชนชาวไทยทุกคนสามรถเข้าถึงรายการโทรทัศน์กันได้ฟรีๆ ไม่มีค่าบริการ เพียงมีเสาอากาศติดตั้งภายนอกบนหลังคาบ้าน ที่เรียกว่า "เสาก้างปลา" หรือถ้าเป็นเสาอากาศภายในขนาดเล็กลงมาที่เรียกว่า "เสาหนวดกุ้ง" นำมาเชื่อมต่อกับทีวี ก็ดูได้แล้ว แต่ด้วยศักยภาพของดิจิทัลทีวีใหม่ ย่อมเพิ่มประโยชน์ของ "ฟรีทีวี" ให้สูงยิ่งขึ้น...

 

 

     เมื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัล ช่องรายการทีวีที่รับชมได้ฟรีนี้ จะมิได้จำกัดแค่ 6 ช่อง แบบยุคอะนาล็อก แต่ช่องรายการดิจิทัล (ฟรี) ทีวี ใหม่ เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็น 36 ช่อง

     ซึ่งในจำนวนนี้ ตั้งแต่ช่อง 30 ถึง 36 ออกอากาศแบบความคมชัดสูง (Hi-Definition - 1080i) ที่เหลือออกอากาศที่ความละเอียดระดับ SD (Standard Definition - 576i) (ในรูปแสดงเฉพาะช่องรายการ ที่ปัจจุบันได้ใบอนุญาตออกอากาศแล้ว)

     ถึงแม้จำนวนช่องที่ออกอากาศแบบ SD จะมีมากกว่า และมาตรฐานความละเอียด (Resolution) ก็ดูไม่ต่างจากระบบอะนาล็อกเดิมมากนัก ทว่าอานิสงส์จากข้อดีของดิจิทัลทีวีช่วยให้ประสบการณ์รับชมฟรีทีวี (ดิจิทัล) สูงขึ้น จากศักยภาพของระบบฯ ที่ช่วยให้ได้ภาพและเสียงที่ "คมชัด" กว่า เพราะปราศจากปัญหาผลกระทบของสัญญาณรบกวน อาทิ ภาพซ้อน ภาพลาย (เป็นเม็ดขาวๆ) เสียงซ่า ฯลฯ อันพบเจอเป็นปัญหาปกติของระบบอะนาล็อก จะหมดไปอย่างสิ้นเชิงสำหรับดิจิทัล

     และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเปรียบเทียบคุณภาพของภาพเมื่อชมกับ HDTV ด้วยช่องรายการที่ออกอากาศแบบ “Digital HD” แล้วล่ะก็ แน่นอนว่าคุณภาพจากระบบดิจิทัลทีวี จะดีกว่าอะนาล็อกแบบไม่เห็นฝุ่น !!

     นอกจากภาพที่คมชัดกว่าแล้ว อัตราส่วนยังถูกต้องตรงตามมาตรฐาน HDTV Wide Screen 16:9 กล่าวคือ เมื่อรับชมกับมาตรฐานทีวีจอกว้างในปัจจุบัน จะดูได้เต็มจอโดยภาพไม่ถูกยืดออกข้างจนตัวคนดูอ้วนผิดธรรมชาติเหมือนสมัยยุคอะนาล็อก ที่ยังออกอากาศอิงอัตราส่วน 4:3

 

 

เปรียบเทียบคุณภาพของภาพให้เห็นชัดๆ ระหว่างเครื่องรับแบบดิจิทัล และอะนาล็อก  นอกเหนือจากความคมชัดจากรายละเอียดระดับ Hi-Def แล้ว artifacts หรือสิ่งรบกวนในภาพจะไม่มี กล่าวคือ ถ้าระดับสัญญาณแรงพอที่เครื่องรับรับได้ ไม่ว่า Signal Quality แค่ 10% กว่าๆ ไปจนถึง 90%~100% ภาพเสียงจะยังคมชัดเท่าๆ กัน ผิดกับอะนาล็อก ที่ยิ่งสัญญาณอ่อนลงหรือมีการรบกวนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ คุณภาพของภาพและเสียงจะถูกลดทอนลงไปมากเท่านั้น

 

 

นอกจากนี้ การรับชมรายการฟรีทีวีที่คมชัดสำหรับระบบดิจิทัลนั้น ศักยภาพมิได้จำกัดแค่การรับชมภายในบ้านพักอาศัยเพียงอย่างเดียว อนาคตเมื่ออุปกรณ์พร้อม สามารถรับชมได้ทุกเวลาแม้ในขณะกำลังเดินทาง (เคลื่อนที่) ซึ่งเดิมกับระบบอะนาล็อกไม่อาจให้เสถียรภาพในจุดนี้ได้ดีพอ

หมายเหตุ: แม้ว่าลักษณะเสาอากาศบางรุ่นในบททดสอบที่จะกล่าวถึงต่อไป มีขนาดที่เอื้อต่อการพกพา และคุณสมบัติจากมาตรฐานดิจิทัลก็รองรับการใช้งานขณะเคลื่อนที่ แต่ในการทดสอบนี้ จะอ้างอิงเฉพาะการใช้งานอยู่กับที่ภายในอาคารบ้านพักอาศัยเท่านั้น เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้อ้างอิง (ทีวี กล่องรับสัญญาณ) เวลานี้ ไม่เอื้อต่อการใช้งานไปพร้อมกับการเคลื่อนที่

 

 

     เนื่องจากขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล การขยายสัญญาณให้ครอบคลุมพื้นที่บริการทั้ง 77 จังหวัด จะใช้เวลาราว 2 ปี (ตามคาดการณ์ของ กสทช.) เบื้องต้นให้ท่านตรวจสอบข้อมูล Infographic นี้ก่อนว่า พื้นที่ในจังหวัดที่ท่านอาศัยอยู่ ได้รับการวางระบบเสาส่งพร้อมให้รับชมแล้วหรือไม่? ถ้ายัง จะได้เมื่อไหร่? เพราะหากโครงข่ายยังไปไม่ถึง แม้ท่านเองเตรียมพร้อมซื้ออุปกรณ์มาครบ แต่จะไม่สามารถรับชมดิจิทัลทีวีได้ หากตรวจสอบแล้วว่าอยู่ในพื้นที่รับชมได้ ก็ไปขั้นตอนต่อไปได้เลย

     เมื่อทราบถึงข้อดีของ "ดิจิทัลทีวี" กันแล้ว... ต่อไป มาเริ่มใช้งานรับชมดิจิทัลทีวี พร้อมๆ กับ "ProVision Digital TV Antenna" พระเอกของงานนี้กันครับ

     ProVision Digital TV Active Antenna ที่ส่งมาทดสอบครั้งนี้ มาถึง "5 รุ่น" ด้วยกัน โดยมีรูปลักษณ์และขนาดที่แตกต่างกัน แต่ในรุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่า “ไม่ใหญ่” ดังนี้ ความกะทัดรัด ไม่เทอะทะ คือข้อดีของเสาอากาศทีวีในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้การติดตั้งจัดวางทำได้ง่ายขึ้นมาก เพราะอาจไม่จำเป็นต้องปีนหลังคา หรือตั้งเสาสูงปรี๊ดให้รู้สึกเกะกะสายตาแต่อย่างใด... ว่าแล้วมายลโฉมเสาอากาศทั้ง 5 รุ่น กันเลยดีกว่า

 

 

ProVision Digital TV Active Antenna ทั้ง 5 รุ่น จากซ้ายไปขวา: WA-2903, DA-400,DA-500, AR-163A, AR-699C

     นอกจากใช้รับสัญญาณดิจิทัลทีวีแล้ว เสาอากาศทุกรุ่นของ ProVision ใช้รับสัญญาณอะนาล็อกทีวีแบบเก่า (VHF/UHF) และรับวิทยุ FM ได้ด้วยครับ (แต่จะไม่ขอกล่าวถึงในรีวิวนี้)

     หลายท่านอาจจะสงสัยว่า Active Antenna คืออะไร?  Active Antenna  คือ เสาอากาศที่ติดตั้งวงจร Signal Amplifier ไว้ภายในเพื่อเพิ่มกำลังขยายสัญญาณ ด้วยแนวทางนี้ถึงแม้โครงสร้างเสารับสัญญาณจะมีขนาดเล็กแต่จะยังได้เกนขยายสัญญาณที่สูง ทว่าต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้า (DC) จากภายนอกเพื่อเลี้ยงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Signal Amplifier) ให้ทำงานได้ โดยอาจจะหา DC Power Supply มาเขื่อมต่อต่างหาก แต่ต้องเป็นเสาอากาศรุ่นที่มีช่อง DC in เท่านั้น จึงมีอีกวิธีที่ง่ายกว่าและสามารถใช้กับเสาอากาศแอ็คทีฟได้ทุกรุ่น (ซึ่งรวมถึงรุ่นที่ไม่มี DC in) คือ อาศัยพลังงานไฟฟ้า “Antenna Power”จาก TV หรือ Set top box โดยตรง

     โดยทั่วไปทีวีรุ่นใหม่ๆ หรือ Set top box ที่ติดตั้งภาครับดิจิทัลทีวี (DVB-T2) จะมีฟังก์ชั่น "Antenna Power" เพื่อทำหน้าที่จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับเสาอากาศแบบแอ็คทีฟโดยตรง โดยกระแสไฟฟ้าจะถูกส่งไปตามสายอากาศ Coaxial จึงไม่ต้องเสียบอุปกรณ์หรือสายเพาเวอร์ใดๆ เพิ่มเติมให้วุ่นวายอีก และในจุดนี้ไม่ต้องกังวลว่าเสาอากาศจะดึงไฟจากทีวี หรือ Set top box มากเกินจนก่อให้เกิดปัญหา เพราะเสาอากาศแอ็คทีฟต้องการกระแสเพียง 50mA เท่านั้น

 

 

 

วิธีการตั้งค่าใช้งาน Antenna Power ง่ายๆ เพียงเข้าเมนูติดตั้งที่ทีวี หรือ Set top box  แล้วเปลี่ยนพารามิเตอร์ Active Antenna ให้เป็น On ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

 

แต่ถ้าหากทีวี หรือ Set top box ไม่มี Antenna Power ล่ะ จะทำอย่างไร? สำหรับเสาอากาศของ Provision ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะมีอีกทางเลือกหนึ่งให้ โดยจะแถม USB Power Adapter เพื่อทำหน้าที่แปลงไฟ DC 5V จากช่อง USB เพื่อจ่ายไฟเลี้ยงวงจรภายใน Active Antenna แทน Antenna Power ได้

 

 

     ซ้าย - USB Power Adapter ที่แถมมากับ Provision Digital TV Active Antenna เพื่อเป็นอีกทางเลือกทำหน้าที่แปลงกระแสไฟ DC 5V จากช่อง USB มาใช้งานแทน Antenna Power ของทีวี หรือ Set top box

     ขวา - สายอากาศ Coaxial 75-Ohm แบบถอดสายได้ ซึ่งให้มาพร้อมเสาอากาศบางรุ่นของ Provision โดยเฉพาะรุ่นที่สามารถติดตั้งใช้งานกลางแจ้งแบบถาวรได้ เช่น AR-163A และ WA-2903 โดยคอนเน็คเตอร์ที่ปลายสายอากาศทั้ง 2ด้านจะเป็นแบบ F-Plug ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ขันล็อคได้แน่นหนา ด้านหนึ่งจะเป็นหัวงอ อีกด้านจะเป็นหัวตรง ด้านหัวตรงจะพิเศษตรงที่มีพลาสติกหุ้มกันน้ำให้พร้อมสรรพ

 

 

การใช้งาน USB Power Adapter ทำได้โดยนำสายสัญญาณ Coaxial ของเสาอากาศมาเสียบผ่าน USB Power Adapter นี้ก่อนเข้าช่อง Antenna In ของทีวี ส่วนปลายสายที่เป็นหัว USB ให้เสียบกับช่อง USB ของทีวี (ตามรูป) หรือกรณีที่ใช้งาน Set top box ก็ให้เสียบที่ช่อง USB ของ Set top box

หมายเหตุProVision Digital TV Active Antenna ทุกรุ่นจะให้ USB Power Adapter มาด้วย ยกเว้นรุ่นเล็กสุด DA-400 ที่ไม่มี

 

คุณสมบัติโดยรวมของ Provision Digital TV Antenna ทั้ง 5 รุ่น เป็นดังนี้

 

 

หมายเหตุ: ตัวเลขทางเทคนิคอ้างอิงจากเอกสารเผยแพร่ของผู้ผลิต สำหรับบางรุ่นที่สเป็กบนกล่องกับเอกสารข้างในไม่ตรงกัน จะขออ้างอิงจากเอกสารในกล่องเป็นหลัก

 

มาดูลักษณะของเสาอากาศ ProVision Digital TV Active Antenna แบบเจาะเป็นรุ่นๆ กันแบบชัดๆ

 

 

     เริ่มกันด้วยขนาดเล็กที่สุด คือ DA-400 ลักษณะจะเป็น Active Antenna เสาเดี่ยว มีสายอากาศยาว 1.2 ม. ติดกับฐาน (ถอดสายไม่ได้) ปลายสายสัญญาณติดตั้งหัวแบบที่เสียบเข้าหลังทีวีหรือ Set top box ได้โดยตรง ผิดกับรุ่นอื่นที่เป็นหัว F-type จะต้องมีอแดปเตอร์แปลงก่อน ในส่วนของการรับกระแสไฟเลี้ยงจากภายนอก จะไม่มีช่อง DC in และไม่มี USB Power Adapter ต้องอาศัย "Antenna Power" จากทีวี หรือ Set top box อย่างเดียวเท่านั้น

     ด้วยขนาดที่เล็กดี น้ำหนักเบา หากจะนำ DA-400 ใส่กระเป๋าพกติดตัวไปด้วยก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากที่ฐานไม่มีแม่เหล็กเพื่อยึดติด จึงเหมาะเน้นใช้งานแบบตั้งวางชั่วคราวบนโต๊ะหรือบนหิ้งที่ได้ระนาบ การแขวนหรือวางในมุมเอียง หรือขนานกับพื้นไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีโครงสร้างจับยึดสำหรับแขวน   ตามสเป็กแจ้งว่าสามารถใช้งายภายนอก (กลางแจ้ง) ซึ่งเมื่อพิจารณาดูจากโครงสร้างบอดี้ภายนอกที่ไม่มีรอยต่อ น่าจะกันน้ำได้ดี ถึงกระนั้นเนื่องจากความยาวสายสั้น การจะลากสายห่างจากจุดรับชมในบ้าน ออกไปภายนอกจะทำได้ยาก และเมื่อไม่มีโครงสร้างยึดแขวนแถมมาให้ จึงเหมาะกับใช้งานภายในอาคารมากกว่า แต่หากจะนำออกไปใช้งานชั่วคราวภายนอก (แบบพกพา) ก็ได้อยู่ครับ ซึ่งถ้าอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้ง จะให้ประสิทธิภาพดีกว่าใช้งานภายในอาคาร

 

 

     DA-500 หน้าตาละม้ายคล้าย DA-400 แต่มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ยังคงสามารถพกติดตัวได้สะดวกอยู่ นอกจากขนาดที่ต่างกัน จุดที่เพิ่มเติมเข้ามา คือ ที่ฐานของ DA-500 จะมีช่อง 12V DC In สำหรับเสียบไฟจาก External Power Supply ได้ (ต้องจัดหาเอง) แต่ขณะเดียวกันก็สามารถรับ Antenna Power จากทีวี หรือ Set top box ได้เช่นกัน

     พื้นฐานอย่างอื่น ไม่ต่างจาก DA-500 สายอากาศจะติดกับฐาน (ถอดไม่ได้) ยาวประมาณ 1.2 ม. แต่คอนเน็คเตอร์ที่ปลายสายจะเป็นแบบ F-type ซึ่งถ้าหากต้องการเสียบเข้าที่หลังทีวี หรือ Set top box โดยตรง จะต้องหาอแดปเตอร์แปลงเป็น TV Aerial Plug ก่อน แต่ตรงนี้เนื่องจากทาง ProVision แถม USB Power Adapter มาให้ โดยหน้าที่สามารถใช้เป็นตัวแปลง F-type เป็น TV Aerial Plug ได้เลย

     ประสิทธิภาพในการรับสัญญาณ (อ้างอิงเมื่อใช้พลังงาน Antenna Power จากทีวี หรือ Set top box) ถือว่าใกล้เคียงไม่ต่างกับ DA-400 ดังนั้นด้วยราคาที่สูงกว่า จะได้ในส่วนของ USB Power Adapter ที่ทำหน้าที่เป็นสายแปลงหัวปลั๊กสายอากาศ F-type to TV Aerial Plug ไปในตัว (และได้ความยาวสายเพิ่มขึ้นอีก 1 ม.)

ข้อสังเกต ที่ช่อง DC Power In ด้านหลัง เปิดเอาไว้ไม่มีฝาปิดกันน้ำ และความยาวสายที่สั้น ไม่มีอุปกรณ์จับยึดสำหรับแขวน คงไม่สามารถนำเสาอากาศ DA-500 ไปติดตั้งใช้งานกลางแจ้งแบบถาวรได้  จะให้ดีเน้นใช้งานภายในอาคารแบบตั้งวางชั่วคราวบนโต๊ะหรือบนหิ้งที่ได้ระนาบจะดีกว่าครับ

 

 

     AR-163Aรุ่นนี้ถือว่าบาลานซ์ระหว่างประสิทธิภาพ รูปลักษณ์ และประโยชน์ใช้สอยได้ดีที่สุด กล่าวคือขนาดที่เล็ก น้ำหนักเบา และมีโครงสร้างเสริมที่ช่วยให้การติดตั้งทำได้ยืดหยุ่น ไม่ว่าจะสวมฐานเพื่อวางบนหิ้ง บนโต๊ะ หรือจะยึดกับขาแขวนผนัง ปรับมุมก้มเงยเอียงได้อิสระ (ซึ่งมีให้พร้อมในกล่อง) และด้วยโครงสร้างมิดชิดที่ป้องกันน้ำเข้าได้เป็นอย่างดี หากจะนำไปติดตั้งใช้งานถาวรกลางแจ้ง สามารถดำเนินการได้ ซึ่งการติดตั้งภายนอกอาคารจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับสัญญาณได้ดีกว่าการตั้งวางภายในอาคาร (จากข้อจำกัดเรื่องการบดบังสัญญาณจากโครงสร้างของอาคาร)

     หากเทียบประสิทธิภาพการรับสัญญาณภายในอาคารกับรุ่น AR-699C โดยอ้างอิงรูปแบบการวางบนชั้นเหมือนกัน (ไม่ได้แขวนผนัง)  รุ่นนี้จะยังเป็นรองอยู่บ้าง เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะลักษณะแผงเสาอากาศที่ตายตัว ไม่มีเสาแยกเพื่อปรับมุม ดังนั้นทิศทางวางระนาบแผงรับสัญญาณจะมีส่วนสำคัญต่อคุณภาพการรับสัญญาณภายในอาคารอยู่มาก หากหันมุมผิด ประสิทธิภาพการรับสัญญาณจะด้อยลงไปทันที แต่เนื่องจากสายอากาศ (ถอดสายได้) ที่ให้มายาวมากถึง 6 ม. และด้วยขนาดโครงสร้างที่เล็กและเบา จึงสามารถยกถือเพื่อเคลื่อนย้ายเสาไปยังตำแหน่งที่สามารถรับสัญญาณชัดๆ ได้ง่าย ซึ่งเมื่อได้จุดที่เหมาะเหม็งแล้ว การรับสัญญาณก็จะดีมาก ไม่แพ้ AR-699C

 

 

     AR-699Cลักษณะโครงสร้างอาจจะดูเชยไปสักหน่อย คล้ายกับเสาหนวดกุ้งที่คุ้นเคยกันดีในอดีต โดยจะมีเสาโลหะคู่ สามารถปรับมุมเอียงและหมุนทิศทางได้อิสระ เสริมด้วยเสาวงกลมที่สามารถพับ และหมุนปรับมุมได้เช่นเดียวกัน จากลักษณะดังกล่าวช่วยให้การไฟน์จูนหามุมรับสัญญาณเมื่อตั้งวางอยู่กับที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นมากที่สุดในบรรดาเสาทั้ง 5 รุ่น นอกจากนี้ยังมี Gain Control ปุ่มปรับเกนขยายสัญญาณเพิ่มเข้ามา ซึ่งแตกต่างจากรุ่นอื่น

     สายอากาศ Coaxial ติดตายที่ฐานเผื่อมายาวมากทีเดียว เกือบ 6 เมตร ช่วยให้การจัดวางทำได้ยืดหยุ่น เพราะไม่จำเป็นต้องวางเสาอากาศไว้ใกล้เครื่องรับ หากตำแหน่งตั้งวางทีวีอยู่ในมุมอับสัญญาณก็ไม่เป็นไร เพราะนำ AR-669C ไปวางอีกจุดที่ห่างออกไปได้ เช่น ทีวีอยู่กลางห้อง แต่จะเอาเสาอากาศไปไว้ที่มุมห้อง (ใกล้กับช่องหน้าต่าง) ก็ทำได้ เป็นต้น

 

 

     AR-699Cเมื่อยืดเสาออกจนสุด จะเป็นอย่างที่เห็นครับ ทั้ง 2 เสาสามารถปรับทิศทางได้อิสระ

     นอกจากนี้เสาวงกลมก็หมุนและพับได้ด้วย การไฟน์จูนหามุมรับสัญญาณจากจุดตั้งวางทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     เมื่อพับเสาลงแล้ว โครงสร้างโดยรวมจะมีขนาดที่กะทัดรัดลงมาก แต่ไม่ถือว่าเล็กพอจะพกติดตัวไปไหนต่อไหนง่ายๆ  หากพิจารณาโครงสร้างงานประกอบภายนอก พบว่ายังมีรอยต่อที่อาจเป็นจุดเสี่ยงให้น้ำเข้าได้เมื่อนำไปติดตั้งใช้งานถาวรกลางแจ้ง อีกทั้งไม่มีโครงสร้างจับยึดสำหรับแขวนผนังมาด้วย การใช้งาน AR-669C ที่เหมาะสม จึงควรเน้นใช้งานภายในอาคารแบบตั้งวางไว้กับที่ บนโต๊ะหรือบนหิ้งที่ได้ระนาบ

     หากเปรียบเทียบใช้งานภายในอาคารที่ตำแหน่งรับสัญญาณได้อ่อน เช่น วางออกห่างจากหน้าต่าง ลึกเข้ามาถึงกลางห้อง เสาอื่นจะรับได้ลำบากแล้ว เรียกว่าดูได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ภาพจะสะดุดเป็นช่วงๆ หรือขึ้นว่า “No Signal” แต่ AR-699C ยังพอรับสัญญาณได้ อย่างไรก็ดีถ้าวางเสาอากาศไว้ในระยะสัญจร เมื่อมีคนเดินผ่าน การรับสัญญาณจะมีสะดุดบ้างเหมือนกันครับ แนะนำว่าถ้าวางตำแหน่งใกล้กับหน้าต่างไว้ก่อนจะดีกว่า สามารถชมได้ต่อเนื่องไม่มีปัญหาใดๆ

 

 

     WA-2903 รุ่นนี้ดีไซน์ วัสดุโดยรวมคล้าย AR-163A ทว่ามีขนาดใหญ่กว่าพอสมควร ซึ่งเป็นข้อดีเพราะพื้นที่รับสัญญาณจะใหญ่ขึ้นด้วย แน่นอนประสิทธิภาพจะดีกว่า AR-163A เช่นกัน แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ การติดตั้งภายในหากนำไปวางบนชั้น บนหิ้ง อาจดูใหญ่กินเนื้อที่ไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเกะกะมากนัก จุดเด่นของรุ่นนี้ คือ การติดตั้งใช้งานได้ทั้งภายใน และภายนอกอาคาร จากโครงสร้างมิดชิดที่ป้องกันน้ำเข้าได้ พร้อมโครงสร้างยึดแขวนที่รับกันเป็นอย่างดี ดูลงตัว ปรับมุมได้ค่อนข้างยืดหยุ่น

     หากนำไปใช้งานภายในอาคาร ซึ่งเป็นพื้นที่รับสัญญาณได้ค่อนข้างจำกัด ประสิทธิภาพอาจด้อยกว่า AR-669C เล็กน้อย จากข้อจำกัดของขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ การปรับมุมเพื่อหาตำแหน่งสัญญาณในพื้นที่จำกัด เช่น บนหิ้ง หรือชั้นเล็กๆ จะทำได้ลำบากกว่า แน่นอนจะหาที่กว้างให้วางได้อิสระมั่นคงย่อมทำได้ยากกว่าเช่นกัน แต่ด้วยพื้นที่แผงรับสัญญาณที่ใหญ่ จะเรียกว่ารับสัญญาณได้ง่ายก็ว่าได้ จึงไม่เรื่องมากกับตำแหน่งตั้งวางมากนัก แต่เหนือสิ่งอื่นใด จุดเด่นที่สุดของเสาอากาศรุ่นนี้ คือ เมื่อนำไปใช้งานภายนอกครับ คุณภาพการรับสัญญาณจะดีที่สุดในบรรดาทั้งหมด ข้อได้เปรียบจากขนาดเสารับ ช่วยให้การหันทิศทางแม้ส่งผลกับคุณภาพการรับสัญญาณบ้าง แต่ไม่มากเท่ากับ AR-163A หากรับกับขนาดและรูปทรงของ WA-2903 ที่ใหญ่กว่าได้ ก็ให้เลือกรุ่นนี้ แต่ถ้าเห็นว่าใหญ่ มองเห็นได้เด่นชัดไป ลองดู AR-163A ถึงแม้ประสิทธิภาพจะด้อยกว่าบ้าง แต่ก็ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ง่าย และหากพิถีพิถันกับตำแหน่งติดตั้งและไฟน์จูนหามุมรับสัญญาณแล้ว ก็สามารถใช้งานได้ดี

     สายอากาศ Coaxial ความยาว 6 ม. ถอดสายได้ ให้ความยืดหยุ่นดี จะลากสายออกไปติดตั้งข้างนอกก็ทำได้ หรือใช้งานภายในอาคารโดยวางในตำแหน่งห่างจากทีวีก็ทำได้อิสระเช่นกัน

 

จากการทดสอบข้างต้น สรุปแนวทางดังนี้

  • หากเลือกติดตั้งเสาอากาศภายนอกอาคารได้ จะให้ประสิทธิภาพรับสัญญาณดีที่สุดไม่ว่าเสาอากาศมีลักษณะใด เพราะไม่มีปัจจัยเรื่องการบดบังขัดขวางสัญญาณจากโครงสร้างอาคารที่อยู่อาศัย ดังนั้นเลือกเสาอากาศที่ติดตั้งภายนอกก่อนเป็นอันดับแรก เช่น WA-2903 และ AR-163A
  • หากเป็นการติดตั้งภายนอก การตั้งเสาสูงจะช่วยให้คุณภาพการรับสัญญาณดีขึ้น เพราะลดปัญหาการบดบังสัญญาณจากอาคารข้างเคียง นั่นคือเหตุผลว่าทำไม "เสาก้างปลา" ติดบนหลังคาบ้านจึงได้เปรียบเสาอากาศภายใน รูปแบบอื่นๆ
  • หากเป็นการติดตั้งใช้งานภายในอาคารสูง เช่น คอนโด จะได้เปรียบบ้านชั้นเดียว หรือสองชั้น เพราะปัญหาการถูกบดบังสัญญาณจากอาคารโดยรอบจะน้อยกว่า
  • การติดตั้งใช้งานภายในอาคาร ระดับความสูงของเสาอากาศ (หมายถึงระยะการวางเสาอากาศให้สูงจากพื้นห้อง) อาจไม่ส่งผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป เพราะมีประเด็นเรื่องของมุมรับสัญญาณ ให้ทดสอบขยับตำแหน่งหลายๆ จุด ที่มุมต่างๆ กัน เพื่อดูว่าตำแหน่งใดรับสัญญาณได้ดีที่สุด หรือถ้าใช้เสาอากาศที่ปรับตำแหน่งเสาได้ อาทิ AR-669C ให้ทดลองปรับมุมเสาดูโดยอาจไม่จำเป็นต้องขยับย้ายที่
  • การใช้งานภายในอาคาร ยิ่งวางใกล้ช่องเปิด (ประตู หน้าต่าง) มากเท่าไหร่ คุณภาพการรับสัญญาณจะดีกว่าการวางลึกเข้ามาภายในตัวอาคาร คำแนะนำพยายามตั้งเสาอากาศให้ใกล้กับช่องเปิด (หน้าต่าง ประตู) ไว้ก่อน หากตำแหน่งตั้งวางทีวี หรือ Set top box จำเป็นต้องอยู่ห่างจากช่องเปิดก็ไม่เป็นไร ให้เลือกเสาอากาศที่มีสายสัญญาณยาวๆ เช่น WA-2903, AR-163A, AR-669C เพื่อจะได้ลากสายย้ายเสาไปที่ตำแหน่งใกล้หน้าต่างได้ในระหว่างติดตั้ง เพื่อหาตำแหน่งหรือปรับมุมเสาอากาศให้รับสัญญาณได้ดีที่สุด สามารถตรวจสอบความแรงสัญญาณได้ โดยดูจาก Info ของทีวีหรือ Set top box บางรุ่น ที่หัวข้อ “Quality” และ “Strength” (บางรุ่นอาจแสดงแค่ Quality อย่างเดียว) ตำแหน่งใดที่ให้ตัวเลขระดับสัญญาณแรงสุด (ตัวเลขยิ่งมาก ยิ่งดี) ให้วางเสาอากาศตรงจุดนั้น

    • เสาขนาดเล็กอย่าง DA400 และ DA500 จะเหมาะกับการพกติดตัวไปไหนมาไหน และอาจรวมถึงการใช้งานในรถยนต์ที่มีการเคลื่อนที่ ซึ่งลักษณะเสาที่ให้มุมรับสัญญาณรอบตัว แม้เกนขยายจะไม่สูงนัก แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งจะได้เปรียบ อย่างไรก็ดีต้องรอความพร้อมของอุปกรณ์รับชมดิจิทัลทีวีแบบพกพาได้เสียก่อน จึงจะได้พิสูจน์ใช้งานในประเด็นนี้กัน
      

 

  • ในระหว่างติดตั้ง เพื่อหาตำแหน่งหรือปรับมุมเสาอากาศให้รับสัญญาณได้ดีที่สุด สามารถตรวจสอบความแรงสัญญาณได้ โดยดูจาก Info ของทีวีหรือ Set top box บางรุ่น ที่หัวข้อ “Quality” และ “Strength” (บางรุ่นอาจแสดงแค่ Quality อย่างเดียว) ตำแหน่งใดที่ให้ตัวเลขระดับสัญญาณแรงสุด (ตัวเลขยิ่งมาก ยิ่งดี) ให้วางเสาอากาศตรงจุดนั้น
  • เสาขนาดเล็กอย่าง DA400 และ DA500 จะเหมาะกับการพกติดตัวไปไหนมาไหน และอาจรวมถึงการใช้งานในรถยนต์ที่มีการเคลื่อนที่ ซึ่งลักษณะเสาที่ให้มุมรับสัญญาณรอบตัว แม้เกนขยายจะไม่สูงนัก แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งจะได้เปรียบ อย่างไรก็ดีต้องรอความพร้อมของอุปกรณ์รับชมดิจิทัลทีวีแบบพกพาได้เสียก่อน จึงจะได้พิสูจน์ใช้งานในประเด็นนี้กัน
     

 

Credit : http://www.lcdtvthailand.com/review_detail.php?Page=1&id=102

 

 

 

09 กุมภาพันธ์ 2017

ผู้ชม 2351 ครั้ง

Engine by shopup.com